เคล็ดลับการทำธุรกิจของแม่ค้าออนไลน์ กับดีเทลมากมายให้คอยจัดการตลอดเวลา

Toyota Avanza x SMART SME

สวัสดีค่ะ ตอนนี้นุ๊กขายเสื้อผ้าออนไลน์ในเพจ Shop Sanook Closet มา 3 ปี มีคนติดตาม 12,000 คน และเริ่มทำธุรกิจอาหารเสริม Hycosar ซึ่งเป็นรายแรกในไทยที่ทำคอลลาเจนไทพ์ทูชนิดน้ำ

ถึงวันนี้นุ๊กจะประสบความสำเร็จในการค้าขายออนไลน์ จนสามารถไปเที่ยวที่ต่างๆ และมีเงินเก็บในบัญชีมากพอดูแลคนรอบข้างได้ แต่นุ๊กไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้พัฒนาตัวเอง และเดินทางออกไปหาโอกาสใหม่ๆเสมอ

เพราะการขายสินค้าออนไลน์มันเป็นอะไรที่ง่าย ใครเปิดก็ได้ แต่เราจะทำยังไงให้ลูกค้าที่เป็นลูกค้าประจำของเรา ยังอยู่กับเราและมีลูกค้าใหม่ๆเข้ามาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ความจริงใจ และความใส่ใจลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ตอนเริ่มธุรกิจเสื้อผ้านุ๊กใช้เงินลงทุนแค่ 4,000 จากความชอบส่วนตัว เราเลยเอามาไลฟ์ขายเอง ทุกวันนี้นุ๊กออกแบบและตัดเย็บเป็นแบรนด์ตัวเอง เพราะเสื้อผ้ากับผู้หญิงเป็นของคู่กันเวลาตัดสินใจซื้อมันง่าย ส่วนอาหารเสริม เป็นแบรนด์น้องใหม่มากๆ เราต้องพยายามมากขึ้น เลยไปส่งของกับดีลเลอร์ทุกที่ด้วยตัวเอง เพราะต้องพูดคุย และสร้างความเชื่อใจกับพี่ๆตามร้านต่างๆ

นุ๊กมองว่าการขายของออนไลน์เป็นอะไรที่ทำได้ง่าย ใครก็ทำได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเป็นตัวของตัวเอง ทุกคนสามารถไลฟ์ขายของได้ เราไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างหน้าตาที่สวยก็ขายได้ด้วยความ เป็นกันเองกับลูกค้า และใส่ใจลูกค้าด้วยอย่างในเพจ ลูกค้าจะชอบให้เราแนะนำ ว่าเนี่ย เขาเป็นคนรูปร่างแบบนี้ จะใส่ชุดแบบนี้ได้มั้ย เราเลยต้องศึกษา และมีความรู้รอบตัว ที่สำคัญเราก็ต้องให้ใจกับเขาอย่างเรามองว่าเขาใส่ไม่ได้เราก็จะไม่ฝืนขาย และการจดจำลูกค้าได้ ก็เป็นทริคที่ดีอีกอย่างเหมือนกันค่ะ

นอกจากนั้น เราต้องเรียนรู้เพื่อพัฒนาสินค้าเราด้วย อย่างนุ๊กทำชุด นุ๊กก็จะเรียนรู้ไปกับช่าง เป็นเหมือนครูพักลักจำ และมีเรียนเสริมบ้างในเรื่องของการทำแพทเทิร์น เรื่องชนิดผ้า และการตัดการเย็บ เพื่อให้งานออกมาดู Smooth มากที่สุด

ส่วนเรื่องการใช้โซเชียล หลังจาก Facebook เพิ่มข้อจำกัดต่างๆ ให้คนมองเห็นน้อยลง ก็ได้ปรับตัวไปพัฒนาโซเชียลอื่นๆให้โตขึ้น อย่างการเพิ่ม Line@ เข้ามาช่วย ส่วน IG ก็พยายามสร้าง Influencer ของเราเอง และมี Youtube ที่วางแผนไว้ว่าทำเนื้อหามอบเกร็ดความรู้ เรื่องการแต่งตัวเพื่อไม่ให้ดูตั้งใจขายของมากจนเกินไป

การใส่ใจธุรกิจ ทำให้ช่วงพีคสุดๆ นุ๊กขายได้วันเป็น 500 ชุด ตอนนั้นมันเริ่มขนผ้าใส่รถไม่ได้ เพราะใช้รถขนาดเล็ก (รถ CITY CAR)เราก็เลยมองหารถใหม่ที่สามารถใช้รถขนของได้ เวลาไปเที่ยวไหนก็สามารถไปกันได้ทั้งครอบครัว หลังจากคิดอย่างรอบคอบแล้วเลยตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ Toyota Avanza

หลักๆเลยคือช่วยให้ขนของได้เยอะขึ้น เพราะปรับเบาะได้ ทำให้ได้พื้นที่ใส่ของที่กว้างมาก ไม่ว่าจะเป็นพวกกระเป๋าหรือลังใหญ่ๆก็ใส่ได้ส่วนเวลาไปซื้อผ้าจำนวนเยอะๆ ก็สะดวกสบายดี เพราะขนทีเป็น 50 ม้วน 100 ม้วน และยังช่วยให้ขนของไปส่งที่ไปรษณีย์ได้มากขึ้น ครั้งละ 200-300 ห่อต่อครั้งซึ่งตอนแรกนุ๊กก็คิดหนักอยู่ ลองเปรียบเทียบกับหลายๆรุ่น พอมาเจอตัวนี้ก็รู้สึกว่ามันน่าจะใช่แล้วแหละ ด้วยราคาที่คุ้มค่าที่สุดในตลาด ในหลักไม่เกิน 700,000 บาทและลองนึกภาพถึงการใช้งานของเรา ที่มีความเยอะนิดนึง ซึ่ง Avanza มันก็ค่อนข้างตอบโจทย์และยืดหยุ่นได้หลากหลายตามการใช้งานของนุ๊กเลยจริงๆ

รวมถึงพวก feature ของรถที่ให้มามันทำให้เราสะดวกสบายมากขึ้น หรืออย่างเราเป็นผู้หญิงการเลือกรถในส่วนของความปลอดภัยก็ต้องมาก่อนเหมือนกัน ซึ่งคันนี้ก็ค่อนข้างตอบโจทย์ในเรื่องนี้เหมือนกัน

และสำหรับใครที่มีลักษณะสไตล์ชีวิตคล้ายๆนุ๊กที่ต้องทำธุรกิจ ทำงานหลากหลายจ๊อป และมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบหลายๆอย่างการที่เรามีตัวช่วยดีๆที่มาแบ่งเบา support ให้ชีวิต มันก็เป็นสิ่งสำคัญมากเหมือนกัน และอีกหนึ่งความสำคัญที่ขาดไม่ได้คงจะเป็นกำลังใจจากทั้งคนรอบข้าง และจากตัวเราเอง อย่าลืมให้กำลังใจตัวเองเสมอ อย่างเวลานุ๊กจะไลฟ์ หรือจะทำอะไร นุ๊กก็จะให้กำลังใจตัวเองเสมอเหมือนกันค่ะ

บทความและภาพโดย SMART SME

Toyota Avanza คันเดียวเอาอยู่สำหรับคน (ครอบครัว) เยอะๆ

Toyota Avanza x PANTIP

ออกตัวก่อนว่าผมเป็นมนุษย์ที่มีความเยอะในทุกๆ เรื่อง ญาติก็เยอะ เพื่อนก็เยอะ สัมภาระเยอะ กิจกรรมเยอะ! ทำให้เวลาจะเลือกรถสักคันมาใช้งานจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากไม่น้อยนอกจากความเยอะแล้ว ไลฟ์สไตล์ชีวิตก็ต้องตื่นแต่เช้าส่งเจ้าตัวน้อยไปโรงเรียน บึ่งฝ่ารถติดเข้าเมืองไปทำงานต่อหรือบางวันก็ต้องตะลอนๆ ในเมืองทั้งวันหาลูกค้า ไหนจะประชุม เย็นๆ เพื่อนก็ลากไปขี่จักรยานอีกถึงวันหยุดทีก็ต้องพาเด็กน้อยไปเปิดหูเปิดตากับการเรียนรู้นอกห้องเรียน อาห์...แค่เขียนเล่าบรรยายยังแทบจะหมดพลัง

ดังนั้นการเลือกรถ จึงเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเราเพราะต้องการรถที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตทุกสิ่งอย่างที่ว่ามาในคันเดียว! ยังมีมากกว่านั้นอีกคือเรื่องของศูนย์บริการที่ครอบคลุมเพราะเราต้องเดินทางต่างจังหวัดกันบ่อยๆ

จึงเป็นที่มาของกระทู้นี้ครับ Review การใช้งาน Toyota Avanza รถสำหรับคน (ครอบครัว) เยอะๆ ถ้าครอบครัวไหนกำลังมองหารถมาใช้งาน ไม่กลัวน้ำท่วมด้วยผมว่าคันนี้เป็นคำตอบที่ใช่เลยล่ะ

สารภาพว่าเราจะคุ้นเคยกับภาพรีวิวของ Toyota Avanza ที่ดูเชยหน่อยๆ ใช่ไหมครับ แต่รอบนี้ต้องขอชมว่า Toyota Avanza หล่อขึ้น มีความ Sporty มากขึ้น ทั้งภายนอก ภายในให้อารมณ์เป็นรถครอบครัวสมัยใหม่ห่างไกลจากความสว. เพิ่มความมั่นใจในการใช้งานได้เป็นอย่างดี เครื่องยนต์ยังคงเป็นแบบ 4 สูบ 1,500 ซีซี. มีกำลัง 102 แรงม้าที่ 6,000 รอบ นาที แรงบิด 134 นิวตัน-เมตรที่ 4,200 รอบ/นาที เครื่องยนต์วางตามยาวขับเคลื่อนล้อหลัง ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 สปีด

โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้า LED แบบสองชั้นสไตล์เดียวกับ Vellfire พี่ใหญ่ของค่าย ความสว่างของไฟหน้าอยู่ในระดับที่น่าพอใจเลย โทนแสงสีขาวอมเหลืองมีความเข้มชัดเจนช่วงฝนตกหนักก็สามารถเพิ่มทัศนวิสัยได้ชัดเจน รูปทรงของไฟหน้ารับกับชุดกันชนหน้าแบบสปอร์ตยิ่งทำให้ตัวรถดึงดูดสายตามากขึ้น กระจกมองข้างแบบมีไฟเลี้ยวในตัวพร้อมล้อแม็กลายใหม่แบบทูโทน ช่วยเสริมภาพความเป็นสปอร์ตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA อันเลื่องชื่อมานานเป็นสิ่งที่เราต้องการเป็นอันดับแรกๆ เสริมความด้วยถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้าและระบบเบรก ABS เข็มขัดนิรภัยเป็นแบบ 3 จุดทั้ง 7 ที่นั่ง สำหรับคู่หน้าเข็มขัดนิรภัยเป็นแบบผ่อนแรงอัตโนมัติ

ภายในห้องโดยสารใช้โทนสีดำช่วยเสริมภาพความเป็นสปอร์ตและความคมเข้มได้มากนอกเหนือจากความสวยงามแล้วบ้านที่มีเด็กๆ น่าจะเข้าใจว่าสีดำมันซ่อนความเลอะเทอะได้ดีคอนโซลหน้าออกแบบใหม่ให้มีความเรียบหรูโฉบเฉี่ยวขับภาพความคมเข้ม

ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า EPS สามก้านสไตล์สปอร์ตปรับสูงต่ำได้พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย นอกจากช่วยเบาแรงในการเลี้ยวได้มากแล้วปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่มาด้วยก็ช่วยในเรื่องความปลอดภัย ไม่ต้องเอื้อมมือไปเปลี่ยนเพลง

ชุดเกียร์แบบรางขั้นบันได

ตามปกติแล้ว คนส่วนใหญ่เวลาเลือกรถคันใหม่ก็มักจะเลือกรถที่ใหญ่ขึ้น สมรรถนะสูงขึ้น แต่การใช้งานของครอบครัวเรานั้นเน้นใช้งานในเมืองเป็นหลัก ดังนั้นเครื่องยนต์ไม่จำเป็นต้องใหญ่ เน้นพื้นที่ภายในห้องโดยสารตอบโจทย์ของบ้านเราเป็นหลัก เช่นการพับปรับเบาะที่ต้องทำได้หลายรูปแบบ ไปทริปทีนึงเหมือนย้ายบ้าน ต้องมีพื้นที่ห้องโดยสารกว้าง นั่งได้หลายคนไว้ก่อน เพราะไหนจะคาร์ซีท กระเป๋าคุณลูก คุณแม่ หรือถ้าคุณแม่ยายที่รักพร้อมไปเที่ยวด้วยกันก็ไม่มีปัญหา

Toyota Avanza สามารถพับเบาะได้หลายรูปแบบเพิ่มพื้นที่ให้ห้องโดยสารที่กว้างอยู่แล้ว กว้างเข้าไปอีก เบาะที่นั่งแถวสอง พับแยกได้แบบ 50/50 พนักพิงปรับเอนได้มาก

รวมถึงการพับราบและพับแบบยกกระดกได้ในจังหวะเดียว โดยปรับที่คันโยกข้างพนังพิงเบาะกลไกถูกออกแบบมาดีไม่ต้องใช้แรงเยอะก็สามารถพับเบาะได้โดยง่าย

การพับราบแบบนี้ทำให้วางของชิ้นใหญ่หรือจักรยานได้ ส่วนการพับกระดกขึ้นทั้งตัวนั้นนอกจากเพิ่มความสะดวกในการขึ้นลงแถวที่ 3 แล้ว ยังเพิ่มพื้นที่สำหรับสัมภาระที่มีความสูงได้ด้วย

เบาะนั่งแถว 3 สามารถพับแยกแบบ 50/50 เช่นกัน จะพับไปติดกับเบาะแถว 2 เพื่อขนเฟอร์นิเจอร์กลับมาประกอบเองก็ไม่มีปัญหา เรียกว่าสบายๆ

ไม่แปลกใจถ้าคุณแม่และคุณลูกต่างจะแย่งจับจองที่นั่งด้านหลัง เพราะแอร์เย็นทั่วถึง

แผงมาตรวัดแบบใหม่ สวยกินขาด จอใหญ่โฉบเฉี่ยว

เพิ่มความบันเทิงในการเดินทางด้วยเครื่องเล่น DVD พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วซึ่งเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาใน Toyota Avanza โฉมนี้ สามารถเชื่อมต่อการสื่อสารและความบันเทิงจากโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth ได้ พร้อมช่องต่อ USB และการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชั่น T-Link

ที่จะทำให้เราสามารถซิงค์ระบบนำทางบนมือถือเข้าหน้าจอสัมผัสในรถได้เลย สะดวก ไม่ต้องละสายตามาคอยดูมือถือเวลาใช้ระบบนำทางบ่อยๆ ไม่เสี่ยงอุบัติเหตุ รวมถึงเชื่อมต่อเพื่อกดฟังเพลงจากแอปพลิเคชั่นในมือถือได้ด้วย

มีกล้องมองหลัง LED ที่มาพร้อมเส้นกะระยะและเสียงเตือนมาให้ด้วย ช่วยเพิ่มความสะดวกตอนถอยจอด เวลาถอยจอดตามอาคารแคบๆ ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

เมื่อทำความคุ้นเคยกับตัวรถและสมรรถนะได้ระยะหนึ่งพบว่า สมรรถนะของเครื่องยนต์กับเกียร์แบบ 4 สปีดเพียงพอกับการใช้งานในเมือง

ตัวรถมีความกระฉับกระเฉงใช้ได้ผสานกับน้ำหนักพวงมาลัยที่เบาในเมืองก็หาความสนุกสนานจากการขับขี่ได้ จุดเด่นของรถขับเคลื่อนล้อหลัง คือความทนทานและอายุการใช้งานที่ยาวนานของช่วงล่างต่างจากรถขับเคลื่อนล้อหน้าชัดเจน

ต่อมาสิ่งที่สัมผัสได้คือ ความคล่องตัวในการขับขี่ ตำแหน่งเบาะนั่งสูงมองเห็นทัศนวิสัยได้รอบด้านโดยเฉพาะเวลารถติดๆ จากที่เคยติดใจนั่งรถทรงสูงของเพื่อน พอมาได้ใช้เอง สัมผัสเอง ขับเองก็ต้องบอกว่าไม่ผิดหวัง มองเห็นได้ไกลไม่ค่อยรู้สึกอึดอัดหรือหงุดหงิดกับสภาพจากจราจรรอบด้าน

เส้นทางที่ใช้ประจำคือเส้นรามอินทรา, ลาดพร้าว, ศรีนครินทร์ ล้วนแต่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้า ผิวถนนเต็มไปด้วยความขุรขระรวมถึงฝาท่อขนาดใหญ่หรือแผ่นปูนที่ปิดผิวถนนชั่วคราว ล้วนสร้างความสั่นสะเทือนและทำร้ายช่วงล่างอย่างแสนสาหัส แต่เราก็ยังรู้สึกว่ามีความมั่นคงในการลุย รถทรงตัวได้ดี ความกระด้างก็แทบไม่รู้สึก จุดนี้ก็ต้องยอมรับว่าทางวิศวกรของเค้าทำการบ้านมาได้ดีเลยทีเดียว แต่ที่ชอบมากที่สุดคือ ความที่เป็นรถทรงสูง ใต้ท้องรถสูงถึง 200 มม.

ทำให้วันที่ฝนฟ้าถล่มเมืองหลวงก็ไม่ต้องปาดเหงื่อ ลุ้นตัวโก่งเวลาผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังถึงขอบฟุตบาธ จากที่เคยคิดว่าจะซื้อเรือก็เปลี่ยนมาเป็นเจ้าอะแวนซ่าก็น่าจะดี

เในเรื่องของอัตราสิ้นเปลืองนั้นทำได้น่าประทับใจ เราเติม E20 ตั้งแต่วันแรกระยะทางที่วิ่งไป 286.2 กม. ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองบนหน้าปัดขึ้นอยู่ 13.3 กม./ลิตร เมื่อลองเติมน้ำมันจริงใช้น้ำมันไป 22.55 ลิตร เป็นเงิน 550 บาท คิดอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยจริงได้ที่ 12.69 กม./ลิตร ถือว่าใกล้เคียงกับตัวเลขบนหน้าปัด เมื่อคิดออกมาเป็นค่าใช้จ่ายตกกิโลเมตรละ 1.92 บาท ถือว่าน่าพอใจไม่น้อยเลย

ขอย้อนกลับมานิดนึง ปกติแล้วบ้านเราจะใช้รถคันนึงค่อนข้างยาว นอกเหนือจากเรื่องความชอบ ประโยชน์ใช้สอยต่างๆ เรื่องความทนทาน และศูนย์บริการก็เป็นอีกเรื่องที่เราให้ความสำคัญอย่างที่บอกไปตอนต้น เพราะเราเป็นครอบครัวสายเที่ยวต่างจังหวัด ซึ่งโตโยต้าก็ตอบโจทย์ตรงนี้ มีศูนย์บริการค่อนข้างเยอะ ครอบคลุม ทำให้เวลาเราเดินทางไปไหนโดยเฉพาะต่างจังหวัดรู้สึกอุ่นใจ ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องกินข้าวลิง 5555 ดังนั้นถ้าบ้านไหนจะเลือกรถมาใช้สักคัน อยากให้มองจุดนี้ด้วย

ความคิดเห็นที่ 1

หลังจากเคลียร์งานวันหยุดได้ก็ต้องไปออกกำลังกายสักหน่อย เจ้าเพื่อนตัวดีบอกเห่อ อยากนั่งรถใหม่ ไปรับด้วยเดี๋ยวเลี้ยงข้าว ด้วยความที่ไม่อยากให้เพื่อนลำบากก็ต้องแจ้นไปรับ เดี๋ยวพ่อล่ะ จะซัดให้ท้องแตกเลย

จัดการพับเบาะ ขนรถพับและจักรยานคันเก่งไปยืดแข้งยืดขาเสียหน่อย งานนี้เรียบร้อยโรงเรียน Avanza

ถึงจุดหมายจัดการหยิบรถพับและจักรยานลงมา ยืดเส้นยืดสาย สะบัดข้อไม้ขือมือวอร์มร่างกายก่อนเริ่มต้นปั่น แต่ยังปั่นไม่ทันถึงรอบ เจอคอสะพานเป็นขอบชันๆ ยางหน้ารถจักรยานเราถึงกับระเบิด เลยต้อง นั่งหง่าวรอเพื่อนตัวดีปั่นไปเย้ยไปทุกรอบที่วิ่งผ่าน และสรุปว่า

ยางระเบิดรอบนี้ชุดปะยางที่ขนมาด้วยก็เอาไม่อยู่เพราะระเบิดที่แก้มยางนอกเลย เซ็งจิต

ชดเชยชีวิตด้วยปาร์ตี้กุ้งเผาที่ร้านริมน้ำนครไชยศรี สั่งมาเบาๆ เบาะๆ ตามฐานะกำลังเพื่อน 3 กิโลกรัมเท่านั้นเอง หึ หึ

เติมความสุขให้กับตัวเองแล้ว ก็ขอทำหน้าที่มนุษย์พ่อในวันหยุดต่อ เมื่อเจ้าตัวเล็กสองคนร่ำร้องบอกอยากเห็นผีเสื้อเยอะๆ เราเลยวางแผนจะไปที่แก่งกระจาน เป้าหมายของการเดินทางพักแรมคือ River Tales ที่อยู่ริมน้ำบรรยากาศดีสุดๆ

ทริปนี้ทำให้เราขนของไปด้วยได้เยอะมาก เดินทางพร้อมกันสี่คนแต่สัมภาระเหมือนไปอยู่ได้เป็นอาทิตย์ บ้านไหนมีเด็กๆ น่าจะเข้าใจ ตุ๊กตาตัวนั้นก็จะเอา ผ้าห่ม หมอน ของเล่นก็จะเอา ยิ่งจับคู่กันสองสาว กระเป๋าใบใหญ่สุดเลยเต็มไปด้วยของเล่น

เราเองก็ชอบถ่ายรูปอุปกรณ์กระเป๋าใหญ่ก็จะเยอะหน่อยแต่ก็ไม่ห่วงเพราะมีพื้นที่ให้เก็บของได้เยอะทีเดียว เตรียมพร้อมไปถ่ายผีเสื้ออย่างเต็มที่ แต่ก็ยังมีพื้นที่ซื้อของฝากกลับมาให้พ่อตาแม่ยายอีกชุดใหญ่

แอร์ผู้โดยสารตอนหลังกระจายความเย็นได้ทั่วถึงทั้งคัน หันไปอีกทีอ้าว สองหน่อหลับกันเสียแล้ว มิน่าทำไมว่าเงียบหู

ที่ River Tales บรรยากาศดีสมกับที่ร่ำลือ โดดเด่นด้วยความเงียบสงบ ร่มรื่น นอนกันแบบติดสายน้ำฉ่ำเย็น และใกล้สถานที่ท่องเที่ยวแถวๆ นั้นอีกหลายแห่ง

เราจองแบบเต็นท์กระโจมมีความสวยงามน่านอน เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เด็กๆ ชอบมากได้มานอนเต็นท์มีสนามหญ้ากว้างๆ ให้วิ่งเล่นบรรยากาศริมน้ำสดชื่นมาก

ตื่นเช้ามาพร้อมสายฝนพรำและความฉ่ำเย็นของบรรยากาศรอบกาย เด็กๆ เป็นกังวลว่าจะไม่ได้ไปดูผีเสื้อและก็เป็นเช่นนั้นจริง เพราะฝนเจ้ากรรมตกหนักมากขึ้นจนเกือบเที่ยง แผนก็ต้องเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบทเรียนให้เด็กๆ รู้จักปรับตัว เมื่อธรรมชาติหรือสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยก็ต้องรู้จักอดทนรอ

แม้ว่าการรอนั้นอาจจะพบกับความผิดหวังก็เป็นได้ถ้าไม่ได้ไปไว้วันหลังค่อยมาใหม่ จะได้รู้ว่าโตไปชีวิตมันไม่ได้ง่ายจะต้องเจออะไรหลายๆ อย่างที่เราต้องเผื่อรับมือไว้

ออกจาก River Tales แวะหาอะไรกินแถวๆ นั้นก่อนกลับ ทริปนี้เด็กๆ ไม่งอแงเลยเพราะชอบรถใหม่ที่แอร์เย็นทั่วถึง เบาะนั่งและช่วงวางขากว้าง นั่งเล่นนอนเล่นได้อย่างสนุกสนาน เป็นรถที่เหมาะสำหรับครอบครัวมาก ตามจุดต่างๆ ภายในรถจะมีช่องเก็บของหรือวางขวดน้ำแก้วน้ำอย่างจุใจ น้ำ นม ขนม ของโปรดของแต่ละคนเก็บได้อย่างเต็มที่

ขากลับการเดินทางเราใช้ความเร็วเฉลี่ย 110 กม./ชม. การตอบสนองของช่วงล่าง เมื่อมีผู้โดยสาร 4 คนพร้อมสัมภาระจำนวนไม่น้อย รู้สึกได้ถึงความหนึบแน่นและความมั่นคงของช่วงล่าง การบังคับควบคุมพวงมาลัยอยู่ในเกณฑ์ดีไม่หนักไม่เบาจนเกินไป ช่วยลดความเมื่อยล้าในการเดินทางนานๆ ได้มาก

การเก็บเสียงในห้องโดยสารทำได้ดีสังเกตได้จากการพูดคุยระหว่างตอนหน้าและหลังใช้โทนเสียงปกติไม่ต้องตะโกนคุยกัน ที่ชอบมากคือหลายช่วงเราต้องผ่านถนนที่มีการก่อสร้างหรือซ่อมผิวจราจร มีความขรุขระมากถนนหลายช่วงก็เป็นหลุมเป็นบ่อ Avanza คันนี้สามารถพาเราลุยไปได้อย่างมั่นใจ ช่วงล่างสามารถดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีทีเดียว

การเดินทางทริปนี้เราก็ยังใช้น้ำมัน E20 เหมือนเดิม กับระยะทาง 405.2 กิโลเมตร อัตราสิ้นเปลืองบนหน้าปัดอยู่ที่ 14.2 กิโลเมตร/ลิตร ใช้น้ำมันไป 29.11 ลิตร เป็นเงิน 710 บาท คิดอัตราสิ้นเปลืองจริงอยู่ที่ 13.9 กิโลเมตร/ลิตร คิดเป็นค่าใช้จ่ายอยู่ที่กิโลเมตรละ 1.75 บาท

รวมๆ แล้ว Toyota Avanza มีเสน่ห์เหลือเกิน มาเป็นท่อนเพลงกันเลยทีเดียว ตอบโจทย์การใช้งานได้ทุกรูปแบบของชีวิตที่เยอะ ไม่ว่าจะบทบาทคุณพ่อหรือมนุษย์เงินเดือน ดีไซน์รถก็สวยงาม ทั้งภายนอก ภายใน เครื่องยนต์ถึงแม้จะจัดอยู่ในหมวดตัวเล็ก แต่ข้อดีมันคือได้ความประหยัดมากขึ้น จะใช้งานในเมืองก็มีความคล่องตัว จะใช้งานต่างจังหวัดวิ่งยาวๆ ก็สนุก ความเป็นรถทรงสูงก็ไม่ผิดหวังในเรื่องวิสัยทัศน์การขับขี่ที่ดีขึ้น รวมถึงยามเมื่อฝนตกน้ำท่วมก็ไม่ต้องกลัวผ่านไปได้สบายๆ จุดเด่นเรื่องพื้นที่ห้องโดยสารที่ขนของได้เยอะก็สมราคา ใช้งานง่าย เบาะพับได้หลายรูปแบบ แยกอิสระตามการใช้งาน ปิดท้ายในเรื่องของการทรงตัว ช่วงล่างก็แน่นหนึบ ลบความคิดที่ว่าช่วงล่างกระด้าง ทรงตัวไม่ดี ที่ผ่านๆ มาได้เป็นอย่างดี

ถ้าสนใจก็ลองไปสัมผัสกันได้ที่โชว์รูมนะครับ คันเดียวครบตอบโจทย์ชีวิต (คน) เยอะๆ

บทความและภาพโดย Pantip

New Avanza พิชิตภูทับเบิก แคมปิ้งสุดฟินในหน้าฝน

Toyota Avanza x PAAPAII

เติมเต็มความสุขกันทั้งครอบครัวด้วย New Avanza เที่ยวชมความสวยงามของธรรมชาติที่จังหวัดเพชรบูรณ์ แคมป์ปิ้งสุดฟิน อากาศเย็น สนุกสนาน เพลิดเพลินในหน้าฝน

ทริปครอบครัวพาคนรักและเจ้าตัวเล็กไปแคมป์ปิ้ง สัมผัสทะเลหมอกที่จังหวัด “เพชรบูรณ์” เมืองท่องเที่ยวที่น่าไปสัมผัสช่วงหน้าฝนนี้ ชมทิวทัศน์อันสวยงาม ทั้งภูเขา รับอากาศเย็นสบายตลอดปี การเดินทางในครั้งนี้กับรถยนต์คู่ใจของครอบครัว New Avanza ลุคใหม่ จะสนุกสนานเติมเต็มความสุขให้กับครอบครัวขนาดไหน ต้องไปติดตามกัน

เมื่อต้องเดินทางกันไปทั้งครอบครัวต้องมองหารถเพื่อการเดินทางได้อย่างสะดวกสบายกันได้ทั้งครอบครัว รวมไปถึงสัมภาระมากมายที่ต้องขนติดตัวกันไป ครั้งนี้ครอบครัวของเราได้เดินทางไปกับ New Avanza ใหม่ล่าสุด บอกเลยว่ามาพร้อมความสปอร์ตลุคใหม่ ดึงดูดทุกสายตา แถมภายในกว้าง นั่งอย่างสบายแบบไม่เบียดกันเลย

ทำให้ทริปนี้มีความสุขตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง พาภรรยาและเจ้าตัวเล็กไปชมวิวทิวทัศน์ ชมทะเลหมอก รับอากาศเย็น กันบน “ภูทับเบิก” แล้วไปปล่อยตัว ปล่อยใจ ปิคนิคภายในทุ่งสะวันนาเมืองไทยที่ “ทุ่งแสลงหลวง” พร้อมแล้วออกเดินทางกันได้

จัดเตรียมอุปกรณ์แคมป์ปิ้งต่าง ๆ เสื้อผ้า จักรยาน ใส่ใน New Avanza เรียบร้อย จุดหมายแรกคือ “ภูทับเบิก” บอกเลยว่าเห็นภายนอกขนาดรถกะทัดรัดแบบนี้ แต่ภายในสามารถจุของได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เบาะแถวสุดท้ายสามารถพับแยกได้แบบอิสระทั้งสองฝั่ง และเบาะแถวสองสามารถเลื่อนสไลด์หน้าหลังได้อย่างสะดวก ช่วยเพิ่มพื้นที่ให้ได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

นอกจากจะนั่งกันสบาย แอร์เย็นแล้ว ยังมีเครื่องเล่นวิทยุหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Bluetooth USB ฟังก์ชัน T-Link เพิ่มอรรถรสฟังเพลงเพลิน ๆ ตลอดการเดินทาง

ช่วงเส้นทางขึ้นภูทับเบิกนี้ค่อนข้างชันและคดเคี้ยวไปมาในแบบเลนสวน รวมไปถึงสภาพถนนในบางช่วงที่ชำรุด ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 102 แรงม้า ขับเคลื่อนล้อหลัง ของ New Avanza ที่นอกจากจะให้พละกำลังที่เพียงพอแล้วยังมาพร้อมความประหยัดเต็มประสิทธิภาพ และด้วยพวงมาลัยแบบไฟฟ้า EPS ก็ให้ความมั่นใจและแม่นยำได้ในทุกการควบคุม พร้อมกับช่วงล่างแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง และช่วงล่างหลังแบบไฟว์ลิงค์คอยล์สปริง พร้อมคานบิดตัวแนวขวาง มอบความมั่นใจและความสบายในทุกช่วงการเดินทาง จนถึงยอดสูงสุดของภูทับเบิก

ชมวิวทิวทัศน์ของภูทับเบิกอันสวยงามในยามเย็นกันไปแล้ว อาบน้ำ เปลี่ยนชุด เตรียมออกมาปิคนิค นั่งรับลมเย็นตอนกลางคืนกันต่อเลย ไม่พลาดที่จะเก็บภาพประทับใจคู่กับรถ New Avanza ที่โดดเด่นด้วยกระจังหน้าใหม่ โคมไฟหน้าแบบ LED ดีไซน์โฉบเฉี่ยว ล้ออัลลอย 15 นิ้วใหม่ และสปอยเลอร์ท้ายพร้อมไฟเบรก LED รวมไปถึงเสาอากาศแบบ Shark Fin ที่เพิ่มเติมความสปอร์ตให้กับตัวรถ พาครอบครัวเราเดินทางขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย ให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศสุดฟินแบบนี้ ก่อนพักผ่อนและในวันพรุ่งนี้จะได้เดินทางไปเที่ยวกันต่อที่อำเภอเขาค้อ

ตื่นมารับอากาศที่เย็นสุด ๆ ในยามเช้า กับสายหมอกที่ปกคลุม ขาวไปหมดเลย สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด สดชื่นที่สุดเลย

เมื่อลมพัดสายหมอกที่ปกคลุมให้พัดผ่านไป ก็ได้พบเจอกับความสวยงามของ “ทะเลหมอก” ที่มาแบบจัดเต็มจนต้องร้องว้าว เพราะว่ามันสวยมาก นี่สินะที่ใคร ๆ บอกไว้ว่าถ้าอยากเจอทะเลหมอกแบบสวย ๆ ต้องมาเที่ยวในหน้าฝน

หลังจากเก็บบรรยากาศฟิน ๆ ในยามเช้าที่ “ภูทับเบิก” กันเสร็จแล้ว เก็บข้าวของขึ้นรถ New Avanza ออกเดินทางต่อไปที่ “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” วัดศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่บ้านที่ใครมาที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ต้องไม่พลาดที่จะต้องมาไหว้พระสักการะ “พระพุทธเจ้า 5 พระองค์” ชมความสวยงามขององค์เจดีย์ที่ประดับด้วยกระเบื้องสีสันต่าง ๆ จนออกมาเป็นลวดลายที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์

กราบไหว้สักการะคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอเข้าค้อกันเสร็จ ออกเดินทางมาต่อที่ร้าน “Pino Latte Resort & Cafe” ร้านกาแฟ บรรยากาศดี รับอากาศเย็น จุดแวะพักอีกแห่งหนึ่งของอำเภอเขาค้อ ไม่ไกลจาก “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” จิบกาแฟ กินขนมหวาน มองธรรมชาติ ภูเขาอันเขียวชอุ่มในหน้าฝน พร้อมมุมถ่ายรูปอีกเพียบ เพลิน ๆ กันทั้งครอบครัว

หลังจากที่ดื่มเครื่องดื่มท่ามกลางวิวภูเขาอันแสนงาม และเก็บภาพความสวยงามกันแบบเต็มอิ่มแล้วที่ “Pino Latte Resort & Cafe” ก็เดินทางเที่ยวกันต่อที่ “ทุ่งกังหันลมเขาค้อ” จุดชมวิวที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งของอำเภอเขาค้อที่ต้องมาเก็บบรรยากาศในหน้าฝน แค่ระหว่างการเดินทางก็พบกับถนนเส้นสวย ๆ ชมวิวกังหันลมที่เรียงรายระหว่างท้องฟ้ากับภูเขา

ขับชมวิวระหว่างทางกันเพลิน ๆ ก็มาถึงที่ “ทุ่งกังหันลมเขาค้อ” เห็นกังหันลมไกล ๆ ว่าใหญ่แล้ว มายืนดูใกล้ ๆ บอกเลยว่าใหญ่มาก ภายในทุ่งกังหันลม มากมายไปด้วยมุมถ่ายรูปสวย ๆ ทั้งคู่กับป้ายสถานที่ให้ถ่ายเช็คอิน รวมไปถึงวิวธรรมชาติภูเขาอันเขียวชอุ่ม พร้อมวิวกังหันลมเรียงรายอย่างสวยงาม ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบคนไม่วุ่นวาย เหมือนกับว่าพาครอบครัวมาสวีท ชมวิวเหมือนได้บรรยากาศอยู่ต่างประเทศกันเลย

ชมวิวทุ่งกันหันลม ปล่อยใจกับบรรยากาศที่เงียบสงบ ต้องเดินทางต่อไปยังที่จุดกางเต็นท์สำหรับคืนที่ 2 ใช้เวลาเดินทางจาก “ทุ่งกังหันลมเขาค้อ” ประมาณ 30 กิโลเมตร ก็มาถึงแล้วจุดหมายของเรา “ทุ่งแสลงหลวง” ทุ่งสะวันนาเมืองไทย ชมธรรมชาติที่สวยงามของป่าสน นาน ๆ จะได้เจอบรรยากาศธรรมชาติที่สวยงามขนาดนี้ ขับรถชมบรรยากาศ นั่งชมธรรมชาติของทุ่งหญ้าและอ่างเก็บน้ำ เจ้าตัวเล็ก ปั่นจักรยานเล่น เพลินเลย

เก็บบรรยากาศธรรมชาติภายใน “ทุ่งสแลงหลวง” จนถึงเย็น เดินทางมาที่ลานกางเต็นท์ ขนข้าวต่าง ๆ สำหรับการแคมปิ้งออกจากรถ แอบตกใจว่าขนมาหมดได้ยังไง ทั้งเต็นท์ที่พัก จักรยาน โต๊ะเก้าอี้ปิกนิค กระติกน้ำ อุปกรณ์ทำครัว เครื่องนอน และอีกมากมาย บอกเลยว่า New Avanza คันนี้บรรทุกได้เยอะจริง ๆ

เมื่อจัดเตรียมของต่างๆ กันเรียบร้อยก็ได้เวลาทำอาหารกินกันอย่างสนุกสนาน ถือได้ว่าเป็นอีกกิจกรรมที่ครอบครัวของเราได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างดี มีทั้งความสุข ทั้งรอยยิ้ม และความสนุกสนาน ไปด้วยกัน

เวลาแห่งความสุขมักจากผ่านไปเร็วเสมอ … ได้เวลาเดินทางกลับบ้าน เก็บข้าวของขึ้นรถ New Avanza จบทริปครอบครัวกับการท่องเที่ยวชมธรรมชาติของจังหวัดเพชรบูรณ์ แคปปิ้งสุดฟิน รับอากาศเย็นสบาย ผ่อนคลายในหน้าฝน

ทั้งหมดนี้นับเป็นอีกประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวในรูปแบบแคมปิ้งที่เจ้าตัวเล็กได้สัมผัสครั้งแรก นี่ถ้าไม่ได้ New Avanza ใหม่ ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างหลากหลาย พาเดินทางมาในครั้งนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะขนของมากมายทั้งหมดนี้มาได้ยังไง ในแบบที่สามารถจะมาสนุกสนานกันได้ทั้งครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ซึ่งทริปต่อไปคาดว่าจะเกิดขึ้นอีกเร็ว ๆ นี้แน่นอน

บทความและภาพโดย PAAPAII

แฝด 21DAY: เฟรมภาพถ่ายและเฟรมของชีวิต

Toyota Avanza x THEMATTER

“รูปภาพที่ถ่ายไปแล้วมันดีทุกรูปแหละ”

คือสิ่งที่ แฝด – ประสิทธิ์ ลิมปสถิรกิจ หรือที่รู้จักกันในชื่อ 21DAY หนึ่งในช่างภาพที่น่าจับตา นิยามไว้ถึงถึงฟังก์ชั่นของภาพถ่ายสักภาพ ที่เขามองเป็นเรื่องของการเก็บความทรงจำ ณ ช่วงเวลานั้น เช่นเดียวกับสไตล์ภาพถ่ายของเขา ซึ่งโดดเด่นเรื่องการเก็บอารมณ์ของตัวแบบ และสามารถสื่อสารเรื่องราวอะไรบางอย่างในภาพออกมาได้อย่างหมดจด เคล็ดลับสำคัญของแฝด คือการดึงอารมณ์ของคนออกมาผ่านการสังเกต และไม่ลืมที่จะดึงศักยภาพของอุปกรณ์ออกมาให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุด รวมไปถึงฟังก์ชั่นของรถสักคันที่ช่วยในการเดินทาง ก็เป็นสิ่งที่ซัพพอร์ตการทำงานของเขาให้ดียิ่งขึ้น

เริ่มต้นจับกล้องครั้งแรกตอนไหน ตอนเรียนอยู่ปี 3 ปี 4 ในวิชาเรียนก็มีเรียนถ่ายภาพ แต่ว่าก็ยังไม่ได้สนใจเรื่องการถ่ายภาพเท่าไหร่ ช่วงนั้นเป็นยุคที่กล้อง Lomo กำลังฮิตแรกๆ เราก็เอากล้องนี้มาถ่าย ช่วงนั้นก็ชอบ ด้วยคอนเซ็ปต์มันคือการถ่ายโดยที่ไม่คิดอะไร หรือ Point and shoot คืออยากถ่ายอะไรก็ถ่ายเลย รู้สึกว่าสนุกดี พกไว้ Snap ตลอดเวลา แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็นอาชีพได้หรือเปล่า แค่ชอบถ่ายเป็นงานอดิเรกเฉยๆ

แล้วมีจุดเปลี่ยนอะไร ทำให้เริ่มถ่ายภาพเป็นอาชีพ ตอนนั้นได้เข้าไปทำงานในแมกกาซีนเล่มหนึ่ง อาชีพเป็นคอลัมนิสต์ เขียนเกี่ยวกับพวกศิลปะ ออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟิก แล้วก็ต้องออกไปสัมภาษณ์ แล้วทีนี้คนในออฟฟิศเขาลาออกไป บางอย่างเราก็เลยต้องทำแทน ก็คือเรื่องถ่ายรูปนี่แหละ จะมีกล้องออฟฟิศอยู่ตัวหนึ่งที่เป็นดิจิทัลแล้ว ช่วงนั้นเราก็เลยต้องออกไปสัมภาษณ์เสร็จก็ต้องถ่ายรูปด้วย พอถ่ายไปถ่ายมาก็กลายเป็นว่าเราก็รับตำแหน่งนี้ไปด้วยเลย ก็คือเวลามีงานอีเวนต์ของออฟฟิศเราก็ต้องออกไปถ่าย หรือว่าสัมภาษณ์ก็ออกไปถ่าย หลังจากนั้นก็เริ่มชอบเลย แต่ก็ยังไม่คิดว่าเป็นอาชีพได้อยู่ดี

แค่รู้ว่าชอบถ่ายรูปเฉยๆ รึเปล่า แค่รู้ว่าชอบถ่ายรูป ช่วงนั้นก็เลยเก็บเงินจากเงินเดือนซื้อกล้องตัวแรก ก็คือลองถ่ายทุกอย่างเลย คน สัตว์ สิ่งของ ลองจนรู้ว่าเราชอบถ่ายอะไรกันแน่ จนสุดท้ายก็รู้ว่า อ๋อ เราชอบถ่ายภาพ Portrait ชอบถ่ายคน ถ่ายแล้วก็ลงเฟซบุ๊กอะไรไปเรื่อยๆ คนก็เริ่มเห็นงาน ถามว่า ว่างไหมมาถ่ายรับปริญญาให้หน่อยสิ มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นอาชีพ ตอนนั้นไปถ่ายจำได้ว่าทั้งวันได้ 3,500 บาท ก็รู้สึกว่าโอเค ได้ตังค์กินขนม หลังจากนั้นก็เลยรับงานถ่ายภาพมาเรื่อยๆ

มองว่าการถ่ายภาพ ได้เปลี่ยนตัวเองอย่างไร ก่อนหน้านี้เป็นคนค่อนข้างไม่ค่อยมั่นใจ ขี้อาย ไม่ค่อยชอบอยู่กับคนเยอะๆ เท่าไหร่ พอมาได้ถ่ายรูปมันก็เหมือนเปลี่ยนตัวเองไปเรื่อยๆ เราต้องกล้าที่จะพูด กล้าที่จะบอกเขา กล้าที่จะสั่ง เป็นเรื่องจิตวิทยาเล็กๆ ด้วย เราจะคุมอารมณ์ตัวเองให้ไม่ตื่นเต้นยังไงดี เพื่อให้ได้ภาพ เหมือนเรามีเรื่องราวที่อยากจะเล่าอยู่ในหัว แต่ไม่รู้จะระบายออกมายังไง คิดว่าการถ่ายรูปมันช่วยระบายบางอย่างออกไปได้

ใช้เวลานานไหมกว่าจะค้นพบสไตล์อย่างทุกวันนี้ แรกๆ ที่ถ่ายรับปริญญา ช่วงนั้นเป็นช่วงของการฝึกเทคนิคสุดๆ ทั้งมุมภาพ เทคนิค การแต่งแสง ใช้อุปกรณ์อะไรต่างๆ แต่พอเราถ่ายไปเรื่อยๆ เรื่องอุปกรณ์ ก็มีบทบาทน้อยลง กลายเป็นเรื่องของ Mood ว่าภาพจะออกมาเป็นยังไง ความรู้สึกจะเป็นยังไง คือผมจะต้องชอบในรูปที่ตัวเองถ่ายก่อน เราต้องอิน แล้วก็ถ่ายจากความชอบตัวเองเป็นหลัก สมมติว่าดูรูปก็จะชอบแบบภาพ ที่ดูสะอาด ดูสบายตา ถึงแม้มันจะเป็นรูปแบบธรรมดา แต่ในนั้นต้องมีโมเมนต์หรือมีความรู้สึกอะไรบางอย่างในภาพ จากอุปกรณ์เยอะ เทคนิคเยอะ แล้วค่อยๆ ตัดทอนออกไป จนเหลือแบบเริ่มมองหาแสงธรรมชาติ ไม่ได้ใช้แสงแฟลชแล้ว ผมชอบถ่ายตอนแบบพระอาทิตย์ใกล้ๆ จะตกแล้ว ก็เริ่มสังเกตท้องฟ้า สังเกตหลายๆ อย่าง เพื่อให้ภาพมันดูสบายที่สุด ชอบอารมณ์ของภาพที่เกิดจากแสงธรรมชาติ

สไตล์ Candid เรียกว่าเป็นแนวที่ถนัดรึเปล่า ส่วนตัวชอบ Candid เพราะด้วยความที่เมื่อก่อนขี้อาย ไม่ได้อยากจะอยู่แถวหน้า ไม่กล้าเลยที่จะสั่งแบบมองกล้องนี้ๆ ครับ ถ้าเป็นเกมก็คงเป็นสายแบบสไนเปอร์ สังเกตการณ์อยู่ไกลๆ เห็นภาพกว้างๆ คิดว่า Candid เหมาะกับเราที่สุดแล้ว เพราะว่าเป็นเหมือนการจับจังหวะ และเพราะเราอยู่ไกลด้วยมั้ง เราเลยเห็นทุกอย่างว่าอะไรมันจะเกิดขึ้นบ้าง แล้วเราก็ไปอยู่ในจุดที่ดีที่สุดที่จะได้ภาพมา

แล้วอย่างการถ่าย Wedding คิดว่าอะไรที่ทำให้ 21DAY กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น สำหรับงาน Wedding ผมจะชอบถ่ายอะไรที่มันเกิดขึ้นจริงๆ ซึ่งเมื่อก่อนก็ตัน แบบว่าไม่รู้จะถ่ายอะไรจริงๆ ในงานแต่ง ทุกอย่างเป็นแพทเทิร์นไปหมดเลย แล้ววันหนึ่งถ่ายอยู่ดีๆ ก็อกหัก แล้วก็ไม่อินกับเรื่องความรักเลย แย่มาก ไม่อินที่ทุกคนต้องมานั่งแสดงความรัก มันกลายเป็นว่าพอเราถ่ายมาเรื่อยๆ เราก็ไม่ได้คิดเรื่องมุมภาพ เรื่องความสวยงาม แต่กลายเป็นการมองว่าเขาแต่งงานครั้งหนึ่งในชีวิต แล้วเราเห็นภาพที่เขากอดคุณพ่อคุณแม่แล้วร้องไห้ สิ่งนี้มันเลยเติมเต็ม รู้สึกว่าดีใจจังเลยที่ได้อยู่ในงานนั้น แล้วได้เก็บภาพจังหวะนั้น เพราะบ่าวสาวเวลาอยู่ในงาน เขาไม่มีเวลาสนใจอะไรหรอก เขามีอะไรต้องทำไปเยอะแยะไปหมดเลย ถ้าได้รูปพวกนี้ที่สามารถเล่าเรื่องได้ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วเขามานั่งดูทีหลัง มันก็คงรู้สึกดีที่เขาได้เห็นรูปที่เราเก็บจังหวะนั้นทัน

มองว่าอะไรคือเสน่ห์ของการถ่ายภาพ Portrait การถ่ายภาพ Portrait มันมีอะไรโต้ตอบระหว่างกัน คือคนมีชีวิต และมีจุดกึ่งกลางระหว่างเรากับตัวแบบที่ทำให้ออกมาเป็นภาพถ่าย มีการส่งไปส่งมา มันเป็น Feeling ความรู้สึกบางอย่าง ที่ลงตัวกันพอดี เราสามารถดึงความเป็นเขาออกมา แล้วเราก็เอาความเป็นเราใส่เข้าไป คนละครึ่งทาง แล้วก็ออกมาเป็นรูปหนึ่งใบ ซึ่งแบบแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันเลย เหมือนเราก็ได้เรียนรู้ การถ่าย Portrait ช่วงหลังๆ ผมจะเลือกแบบเอง เพราะงานชิ้นหนึ่งมันไม่ใช่เราคนเดียวแล้ว ซึ่งก็ต้องแมตช์กัน คือนางแบบสำคัญมากที่จะสื่อแบบอารมณ์เข้ากับเราได้ เราอยากได้ Feeling แบบนี้ แล้วเขาก็เข้าใจ ล่าสุดไปอ่านมาเหมือนเวลาที่คนเราสื่อสารกัน คือคำพูดประมาณ 7% น้ำเสียง 38% แต่ที่เหลือคือภาษากาย เพราะภาพมันไม่มีทั้งเสียงและน้ำเสียง มีแต่ภาษากายอย่างเดียวเลย เพราะฉะนั้นภาษากายคือทั้งหมดที่ส่งออกไป คนที่ดูรูปภาพจะรู้สึกได้

มีเทคนิคอะไร ในการดึงตัวตนของตัวแบบออกมา เราก็จะดูจากว่าเขาเป็นคนยังไง ยิ้มไหม คือบางทีรอยยิ้มของคนที่อายุ 18 ก็จะยิ้มสุด ยิ้มแบบไร้เดียงสา แต่คนอายุ 30 กว่า รอยยิ้มจะไม่ได้ไร้เดียงสาแล้ว จะไม่ได้ยิ้มกับเรื่องง่ายๆ มันเป็นยิ้มที่ยากขึ้นแล้ว เพราะผ่านอะไรมาเยอะ อย่างนี้เราก็จะรู้ว่าเขาได้แค่ไหน จึงต้องสังเกตคนที่เราถ่ายว่าเขาเป็นคนประมาณไหน บางทีเขาอาจจะมีกำแพงบางอย่าง จะมาแบบให้ยิ้มเลย ก็ไม่ได้ คือต้องเปิดใจเข้าหากัน แล้วอีกอย่างหนึ่ง ผมว่ามันเป็นเรื่องของความสวยงามที่อยู่ในภาพ เช่น มุมไหนหน้าเขาสวย หรือสรีระที่เขาไม่มั่นใจ เช่น แขนใหญ่ เราก็ต้องช่วยกลบ ตรงนี้เป็นเรื่องของเทคนิค เป็นเรื่องของศาสตร์การถ่ายรูปไป ซึ่งต้องเพิ่มเข้าไปนอกเหนือจากการดึงอารมณ์ของคนออกมา

ในมุมมองส่วนตัว มองว่าภาพถ่ายที่ดีต้องเป็นอย่างไร อย่างแรกตัวเองต้องชอบก่อนเลยนะ สำคัญมาก ถ้าตัวเองไม่ชอบ แสดงว่ามันก็ยังไม่ใช่ ต้องรู้สึกชอบก่อน จริงๆ ก็มีสูตร ว่ามุมใกล้ กลาง ไกล แต่ละมุมภาพอยู่ที่เราจะสร้างมันออกมายังไง ภาพที่ดีคือต้องสื่ออะไรบางอย่างกับคนที่ดู ถ้าคนกำลังยิ้มก็บอกอยู่แล้วว่ามีความสุข ร้องไห้ก็คือมีความทุกข์ จริงๆ ภาพถ่ายคือการบันทึกเรื่องราว ณ ช่วงเวลานั้นๆ ทำหน้าที่แทนดวงตาแล้วเก็บความรู้สึกไว้ในภาพนั้น บางทีมันอาจจะเป็นรูปบ้านเราเฉยๆ ที่ไม่ได้สวยอะไร แต่วันหนึ่งถ้าได้กลับมาดู นี่คือบ้านเราเมื่อ 30 ปีที่แล้วนะ วันก่อนมานั่งเปิดฮาร์ดดิสก์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีรูปเก่าๆ ตอนสมัยเรียน มีรูปเพื่อนอยู่ประมาณ 5-6 รูป แล้วบางรูปเราตัดผมทรงแบบกอล์ฟไมค์ได้ยังไงวะ (หัวเราะ) รู้สึกว่า ทำไมตอนนั้นไม่ถ่ายรูปเก็บไว้เยอะๆ ทั้งๆ ที่รูปเหล่านั้นก็ ไม่ได้มีอะไรเลย น่าจะเป็นเรื่องของความทรงจำมากกว่า รูปภาพที่ถ่ายไปแล้วมันดีทุกรูปแหละ รูปอะไรก็ควรเก็บไว้ทั้งหมดเลย เพราะมันอยู่ในชีวิตเรา นี่คือชีวิตจริงๆ ที่ผ่านมา

คิดว่าอุปกรณ์สำคัญไหมกับการได้ภาพที่ดี ก่อนที่จะรู้สึกว่าอุปกรณ์สำคัญน้อยลง มันต้องสำคัญมากมาก่อน หมายถึงว่าต้องไปทดลอง ต้องลองใช้ว่าเลนส์ตัวไหนที่โอเค ทำให้เรารู้ว่าถนัดเลนส์ช่วงไหน เราชอบใช้แฟลชหรือไม่ชอบใช้แฟลช อุปกรณ์ต้องตอบโจทย์และซัพพอร์ตเรา เพราะฉะนั้นเราต้องเลือกอุปกรณ์ที่มีฟังก์ชั่นที่ดีก่อน อุปกรณ์จึงสำคัญมาก แต่ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราว่าฟุ่มเฟื่อยหรือเปล่า เพราะกล้องตัวหนึ่งก็ไม่ได้ถูกๆ เหมือนใช้สิ่งที่มีให้ดีที่สุดก่อน ซึ่งต้องเพิ่มเข้าไปนอกเหนือจากการดึงอารมณ์ของคนออกมา

ฟังก์ชั่นรถกับกล้องถ่ายรูป มีอะไรที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร กล้องทำหน้าที่แทนดวงตา รถก็ทำหน้าที่แทนขา ฟังก์ชั่น ต้องตอบโจทย์เรา และต้องเป็นสิ่งที่ซัพพอร์ตการทำงานของเราให้ดีขึ้น ไม่ใช่ทำมาเพื่อให้มาเป็นภาระเรา อย่างเช่นการเป็นช่างภาพ อุปกรณ์ของเราเยอะอยู่แล้ว ถ้ารถเปิดปิดประตูยากหรือใส่ของไม่พอ มันก็เป็นปัญหาแล้ว ขยับไปไหนก็อึดอัดมาก ถ้าเป็นรถที่คันใหญ่ขึ้น แบกของได้เยอะขึ้น น่าจะตอบโจทย์กว่า ถ้ารถคันเล็กก็คงลำบากในการขนของ

ส่วนตัวมีประสบการณ์การใช้รถในชีวิตประจำวันอย่างไร ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตบนท้องถนนในกรุงเทพฯ ประจำทุกวันอยู่แล้ว แน่นอนว่าไปมาไหนค่อนข้างช้า เพราะว่าจราจรค่อนข้างติดขัด ผมว่าถ้ามีเพลงให้ฟัง มีลำโพงเพราะๆ เบาะที่นั่งสบาย ไม่แคบ รถที่คันใหญ่ขึ้นมานิดหนึ่ง ก็ทำให้คุณสูดอากาศได้มากขึ้น แม้ว่าวันนั้นจะฝนตกรถติดก็ตาม

รู้สึกว่า Toyota Avanza ตอบโจทย์ความเป็นช่างภาพอย่างไร คือตรงชอบที่คันใหญ่และเป็นรถที่ประหยัดน้ำมัน เหมาะกับการที่ใช้ในกรุงเทพฯ สามารถที่จะไปไหนได้อย่างสบายๆ สามารถบรรจุของได้เยอะ เพราะรถที่จะตอบโจทย์อาชีพช่างภาพ คือรถที่มีพื้นที่ด้านหลังกว้างพอที่จะใส่อุปกรณ์ อย่างเช่น ขาไฟ ซึ่งหนักมาก ไม่เบาเลย แล้วไม่

สามารถเอาเข้ารถธรรมดาๆ ได้ เพราะมันมีความยาวเกินกว่าท้ายรถปกติทั่วไป รวมถึงพร็อพต่างๆ ก็ขนได้ หรือแม้กระเป๋าเดินทางสองใบ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีกระเป๋าเดินทางสองใบพร้อมเก้าอี้อยู่ในหลังรถ ซึ่งรถธรรมดาทำไม่ได้แน่นอน แล้วอย่างบางทีเวลาออกไปทำงาน ไม่ใช่มีแค่คนเดียว ต้องมีผู้ช่วยช่างภาพ มีทีมงาน ช่างแต่งหน้าทำผมอีก นั่งแล้วสบาย ไม่เบียดเลย ตรงนี้ก็ตอบโจทย์อีกเช่นกัน

(Content by Wichapol Polpitakchai
Illustration by Yanin Jomwong

บทความและภาพโดย THEMATTER

ลองรถใหม่ทั้งที ขับพาเที่ยวทะเลกันเลย 2 วัน 1 คืน

Toyota Avanza x ROCKY JOURNEY

กับ New Toyota Avanza รถแนวครอบครัว 7 ที่นั่ง ขนของได้เพียบ แค่ 6 แสนกว่าๆ คุณภาพจะคุ้มราคาแค่ไหน มาเช็คไปพร้อมกับเราเลย

บทความและภาพโดย ROCKY JOURNEY

เชียงใหม่ ฤดูไหนก็รัก

Toyota Avanza x ลาพักเที่ยว

ฤดูฝนแบบนี้ถ้าจะเที่ยว เชียงใหม่จะเป็นจังหวัดแรก ๆ ที่นึกถึง เพราะภูเขา ป่า ดอยต่างๆ ที่ไม่ได้เหมาะกับการมาเที่ยวในฤดูหนาวอย่างเดียวแต่ฤดูฝนชุ่มฉ่ำแบบนี้นี่แหละที่ทำให้สถานที่เหล่านี้สวยขึ้นไปอีก แถมเผลอๆ อาจจะได้พบเจอกับสายหมอกด้วย

บ้านธารกล่อม • บ้านต้นไม้แม่แมะ • ป่าสนวัดจันทร์ • ดอยอินทนนท์ • ดอยอ่างกา

ปกติเที่ยวเชียงใหม่จะนั่งเครื่องไป แต่ครั้งนี้เราเปลี่ยนบรรยากาศ ขับรถไปกันตั้งแต่กรุงเทพเลย รถที่เราเลือกขับไปก็คือ Toyota Avanza เป็นรถ 7 ที่นั่ง ไม่ต้องห่วงว่าจะนั่งลำบาก ขนของได้ไม่หมด เพราะข้างในกว้างมาก นั่งกันได้สบาย สัมภาระทั้งหลายก็ขนไปหมด

นานแค่ไหนที่เราไม่ได้ขับรถเที่ยวกันเสน่ห์ของการเดินทาง การพูดคุยระหว่างทางมันหายไปนานแค่ไหน เราก็เลยเลือกที่จะขับรถไปกันเอง นี่แหละนานหน่อยแต่มีความสุขและความทรงจำระหว่างทางมากขึ้นและยิ่งมีตัวช่วยในการขับอย่าง Toyota Avanza ก็ทำให้ประสบการณ์และการเดินทางครั้งนี้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ที่ด้านหลังกว้างขวาง ข้อดีของการขับรถไปคือสามารถขนทุกอย่างที่อยากพกไปด้วยได้ และ Toyota Avanza ก็ตอบโจทย์เรา เพราะเราขนแทบทุกอย่างไปกันหมด

บ้านธารกล่อม ที่พักริมธาร ที่อยู่แถวแม่แตง เป็นอีกที่พักที่อยากแนะนำและอยากให้มาสัมผัสบรรยากาศ และความน่ารักของที่นี่ บ้านน้อยในป่าริมธารเล็กๆ ที่นี่อากาศเย็นสบายทั้งปี จึงไม่ต้องมีแอร์ในที่พักเลย ตัวบ้านพักก็น่ารัก ถ่ายรูปมุมไหนก็ดี

ช่วงหน้าฝนน้ำจะแดงหน่อย แต่ไม่ต้องกลัวนะ ไม่มีน้ำป่าไหลหลากอะไรแบบนั้นแน่นอน แถมน้ำเย็นสบาย

มาที่นี่อย่าพลาดอาหารเหนือ และปูอ่องที่อร่อยมาก

ออกเดินทางทริปนี้ด้วย Toyota Avanza ลุคใหม่ สปอร์ตได้ใจ

หน้าปัดรถก็มองเห็นง่ายชัดเจน มีข้อมูลที่ต้องการบอกแจ้งไว้ให้ครบ

ภายในด้านหน้าก็กว้างมาก นั่งท่าไหนก็สบาย นั่งจากกรุงเทพถึงเชียงใหม่นี่ก็สบายๆ

บ้านต้นไม้แม่แมะ บ้านพักในหุบเขาของจริง เป็นที่พักที่บรรยากาศดีอีกแห่งในเชียงใหม่เลย ยิ่งช่วงฝนตกจะมีหมอกมาลอยผ่านหน้าที่พัก เพราะด้วยความที่อยู่ในหุบเขาจริงๆ เวลาอากาศชื้นหมอกก็จะมาง่ายหน่อย

ที่นี่ใครมากับเพื่อนไม่ต้องกลัวเหงาเพราะมีห้องพักรวมนอนกับเพื่อนได้สบาย

มองไปทางไหนก็เจอแต่ป่าต้นไม้ สูดหายใจได้เต็มปอดสุดๆ

นอกจากบ้านใหญ่ ก็จะมีบ้านต้นไม้แยกออกมาด้วย เป็นหลังเล็กๆ น่ารักมาก

มีมุมพักผ่อน นั่งเล่นเยอะมาก

อันนี้เป็นห้องพักสองคน วิวดีสุดๆ เพราะตรงหน้าต่างมองออกไปเห็นวิวป่ากว้างๆ เลย

กลางคืนก็มานั่งชิว ผิงไฟดูดาว

ป่าสนวัดจันทร์ อ่างเก็บน้ำอีกแห่งที่บรรยากาศดีและมีต้นสนเยอะมากกก สมกับชื่อป่าสนวัดจันทร์ ถ้าวันไหนอากาศเย็นจัด จะมีไอหมอกขึ้นมาบนผิวน้ำด้วย

ระหว่างทางบรรยากาศดีๆ ก็เปิดเพลงฟังไปด้วย เราสามารถเสียบสาย USB หรือจะบลูทูธก็ได้ แค่นี้ก็เปิดเพลงฟังได้ตลอดทาง

อยากเปลี่ยนเพลงเพิ่มเสียงก็ทำได้สบาย เพราะมีปุ่มให้ที่พวงมาลัยเลย คนขับไม่ต้องค่อยมาปรับตรงหน้าจอด้วย

แบตจะหมดก็มีช่องเสียบชาร์จได้ ครบจริงๆ

นั่งชิลๆ รับลมเย็นๆ ที่นี่ถ้าไม่ช่วงหน้าไฮซีซั่น คนจะน้อยเงียบสงบ

ทางเข้าจะโหดนิดนึงแต่ Toyota Avanza เอาอยู่จ้า ถึงจะขรุขระ มีหลุมบ่อ ก็สบาย

ที่รถสมัยนี้ควรมีคือกล้องมองหลัง! และ Toyota Avanza ก็มีมาให้ ขับถอยหลังก็สบายใจได้

เอารถมาก็เอามาถ่ายรูปกันหน่อย บรรยากาศป่าสนดีๆ แบบนี้ถ่ายอะไรก็สวย

ดอยอินทนนท์ ควรมาอินทนนท์หน้าฝน เพราะนอกจากจะคนน้อยกว่าหน้าหนาวเยอะมากแล้ว อากาศ หมอก ก็ดีมากกกกกก ระหว่างทางที่ขับขึ้นมาก็เจอคุณหมอกเป็นระยะๆ ด้วย

อากาศดีมากจริงๆ

ถึงละจ้าจุดสูงสุดแดนสยาม ถ้ามาหน้าหนาวต่อแถวถ่ายกับป้ายนี้กันยาวๆ เลย

ดอยอ่างกา อยู่ใกล้ๆ กับจุดสูงสุดดอยอิน เป็นทางเดินชมธรรมชาติ เดินเพลินๆ ไม่เหนื่อยมาก แถมอากาศก็ดีมากด้วย อากาศเย็นสบายตลอดปี

ใครมาดอยอินทนนท์อย่าลืมแวะมาเดินเล่นอ่างกา เพราะนอกจากเดินดูต้นไม้แล้ว มาเดินถ่ายรูปเล่น รับอากาศบริสุทธิ์กัน

การเดินทางที่ย่นระยะเวลาการเดินทางทำให้เราหลงลืมเสน่ห์ของการเดินทางไกล การมาเชียงใหม่กลายเป็นนั่งเครื่องแค่ชั่วโมงเดียวก็ถึง แต่เรื่องเล่าประสบการณ์ระหว่างทางมันหายไปเลย การได้ขับรถเที่ยว มันเลยเป็นสิ่งที่เราอยากเดินทางแบบนี้อีกครั้ง มีเพื่อน มีคนรู้ใจเดินทางไปด้วยกัน มีเรื่องพูดคุย อยากแวะไหนก็แวะ นอกจากเพื่อนร่วมทาง รถคู่ใจที่พาเราเดินทางก็สำคัญ เพราะรถที่ดีจะทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและไม่เหนื่อย Toyota Avanza ถือเป็นเพื่อนคู่ใจที่น่ารักมาก ให้ความร่วมมือในการเดินทางอย่างดี คนขับรู้สึกปลอดภัย คนร่วมทางนอนหลับสบาย นั่งสบายแค่ไหน ไม่เชื่อไปลองดูได้

บทความและภาพโดย ลาพักเที่ยว

หน้าฝนแบบนี้ ชิลไปไหนจะพาเพื่อนๆ

Toyota Avanza x CHILLPAINAI

ขึ้นเหนือออกเดินทางตามหาแรงบันดาลใจกันที่จังหวัดอุตรดิตถ์ กับพี่ลูกปัด เจ้าของแบรนด์ P.A.D Banana Leaf ผู้ผลิตโปรดักส์เก๋ๆ ที่ทำจากใบตองแห้ง พร้อมพาตะลุยเที่ยวเมืองลับแล เมืองที่ห้ามพูดโกหก รวมถึงพาไปกินอาหารพื้นเมืองอร่อย ๆ อย่าง หมี่พัน ข้าวพันผัก และขนมเทียนเสวยอีกด้วย ถ้าใครพร้อมเดินทางไปกับเราแล้วละก็ตามเรามากันเลย

บทความและภาพโดย CHILLPAINAI

close backtotop