Conversion
ระบบทำความเย็นในรถกระบะห้องเย็น
ทุกท่านรู้ไหมว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบการนิยมใช้รถกระบะห้องเย็นในการขนส่งสินค้า เพื่อให้สามารถขนส่งสินค้าไปถึงปลายทางได้อย่างสดใหม่ และปลอดภัย โดยไม่สูญเสียคุณภาพระหว่างการขนส่ง ช่วยให้ธุรกิจสามารถรักษามาตรฐานสินค้า ควบคุมต้นทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้อย่างยั่งยืนโดย ระบบทำความเย็นในรถกระบะห้องเย็น เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจรถห้องเย็นที่ต้องคำนึงถึง และมีหลากหลายประเภทให้เลือกใช้งาน
แต่ก่อนที่เราจะไปดูประเภทระบบทำความเย็น และการเลือกใช้งานอย่างเหมาะสม เพื่อให้รถห้องเย็นของเรามีประสิทธิภาพมากที่สุด เรามาทำความรู้จักองค์ประกอบเบื้องต้นของรถกระบะห้องเย็นกัน


องค์ประกอบของรถกระบะห้องเย็น
รถกระบะห้องเย็นประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้
- 1. ตัวรถยนต์ (Vehicle Chassis)
- 2. ตู้ฉนวน (Insulated Box)
- 3. ระบบทำความเย็น (Refrigeration System)
โดยในบทความนี้เราจะพูดถึงแค่ส่วนที่เป็นระบบทำความเย็น เท่านั้น
ประเภทของระบบทำความเย็น
หลังจากที่เรารวบรวมข้อมูลมาให้ท่าน เราสามารถแบ่งระบบทำความเย็นในรถห้องเย็นออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้
- 1. แบบไม่มีเครื่องทำความเย็น (Passive Cooling System)
- 2. แบบแผ่นทำความเย็น (Cold Plate System)
- 3. แบบมีเครื่องทำความเย็น (Active Cooling System)
ระบบทำความเย็นมีกี่แบบ
1.
แบบไม่มีเครื่องทำความเย็น(Passive Cooling System):
เป็นระบบที่ไม่มีเครื่องทำความเย็น และอาศัยสารทำความเย็นแบบไม่ใช้พลังงานแทน เช่น น้ำแข็งแห้ง (Dry Ice), ไนโตรเจนเหลว (Liquid Nitrogen) หรือถุงเก็บความเย็น (Cool Pack) โดยสารเหล่านี้จะค่อยๆ ดูดซับความร้อนจากอากาศภายในตู้ที่ทำจากฉนวน อุณหภูมิจะลดลงตามความสามารถของสารทำความเย็นแต่ละชนิด โดยไม่พึ่งเครื่องจักรหรือระบบไฟฟ้า เพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น ท่านอาจจะลองนึกถึงกล่องแพ็คสินค้าแบบเย็น หรือกระติกรักษาอุณหภูมิ ระบบทำความเย็นแบบนี้เหมาะสำหรับการขนส่งระยะสั้น หรือสินค้าที่ไม่ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด


ข้อดี
- ต้นทุนต่ำ
- ไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า หรือเครื่องยนต์ตลอดการขนส่ง

ข้อเสีย
- ประสิทธิภาพในการรักษาอุณหภูมิจะลดลงตามเวลา ควบคุมอุณหภูมิได้ยาก และไม่คงที่ จึงไม่เหมาะสำหรับการเดินทางระยะไกล
- มีข้อจำกัดด้านความปลอดภัย เช่น อาจเกิดการรั่วไหล หรือการระเหยของ Liquid Nitrogen ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
2.
แบบแผ่นทำความเย็น(Cold Plate System):
เป็นระบบที่ใช้แผ่นโลหะภายในซึ่งมีสารทำความเย็นอยู่ด้านใน โดยต้องชาร์จความเย็นล่วงหน้าด้วยไฟฟ้าหรือระบบทำความเย็นภายนอกจนถึงอุณหภูมิที่ต้องการ เมื่อชาร์จเต็มแล้ว แผ่นทำความเย็นดังกล่าวจะปล่อยความเย็นคงที่ออกมาภายในตู้ระหว่างการขนส่ง อุณหภูมิจะรักษาได้ดีในช่วงระยะเวลาหนึ่งตามปริมาณความเย็นที่เก็บไว้ เมื่อพลังงานเย็นหมด ต้องนำไปชาร์จใหม่ เหมาะสำหรับการขนส่งระยะสั้น หรือสินค้าที่ไม่ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด

ข้อดี
- สามารถทำอุณหภูมิติดลบได้มากกว่าประเภทอื่น
- ไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า หรือเครื่องยนต์ตลอดการขนส่ง
- ลดการปล่อยไอเสียเมื่อเทียบกับระบบทำความเย็นที่ใช้เครื่องยนต์
ข้อเสีย
- ต้นทุนสูง
- พื้นที่บรรทุกมีจำกัด เนื่องจากต้องติดตั้งแผ่น (plates) ไว้รอบตู้บรรทุก
- ต้องใช้เวลาและอุปกรณ์ในการชาร์จความเย็นก่อนใช้งาน
- ประสิทธิภาพในการรักษาอุณหภูมิจะลดลงตามเวลา จึงไม่เหมาะสำหรับขนส่งระยะไกล
- มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงกว่าแบบไม่มีเครื่องทำความเย็น
3.
แบบมีเครื่องทำความเย็น(Active Cooling System):
เป็นรูปแบบที่นิยมในตลาดสำหรับการดัดแปลงรถห้องเย็นในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นระบบที่ใช้เครื่องทำความเย็นโดยตรงในการรักษาอุณหภูมิ ทำงานคล้ายเครื่องปรับอากาศภายในที่อยู่อาศัย หรือระบบทำความเย็นของตู้แช่ โดยใช้พลังงานจากเครื่องยนต์ หรือแหล่งจ่ายไฟฟ้าอื่นๆ ทำให้สามารถทำความเย็นได้ตลอดทั้งวัน เหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด (เช่น ยา, อาหารสด) สามารถปรับและควบคุมอุณหภูมิได้ตามความต้องการ
ซึ่งปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ ดังนี้
3.1
ระบบขับตรงจากเครื่องยนต์รถ(Direct Drive)

ใช้กำลังจากเครื่องยนต์ของรถโดยตรง ผ่านสายพาน หรือระบบส่งกำลัง ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานเมื่อเครื่องยนต์เดินอยู่
3.2
ระบบใช้เครื่องยนต์ย่อยแยกต่างหาก(Sub-engine)

มีเครื่องยนต์เล็กแยกต่างหากของตัวเอง ไม่พึ่งพาเครื่องยนต์ของรถ
3.3
ระบบทำความเย็นไฟฟ้า 100%(E-TRF / Electric TRF )

ใช้พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ไม่พึ่งพากำลังเครื่องยนต์รถ ใช้แบตเตอรี่ หรือปลั๊กชาร์จภายนอก (Plug-in)

ข้อดี
- ช่วยประหยัดต้นทุนรวมได้ในระยะยาว เนื่องจากสามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวัน เพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง
- รักษาอุณหภูมิได้คงที่และแม่นยำตลอดการขนส่ง
- สามารถปรับอุณหภูมิได้ตามความต้องการ
ข้อเสีย
- ต้นทุนการติดตั้งครั้งแรกสูง
- มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และค่าอะไหล่สูง เนื่องจากมีระบบซับซ้อน ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญดูแล

ทั้งนี้ ในการติดตั้งระบบแบบมีเครื่องทำความเย็น ซึ่งจะมีการใส่อุปกรณ์เพิ่มเติมลงไปในรถยนต์ เช่น คอมเพรสเซอร์ (Compressor) คอยล์ร้อน (Condenser) คอยล์เย็น (Evaporator) และกล่องควบคุม (Control Panel) อาจเกี่ยวข้องกับกำลังเครื่องยนต์ และสายไฟของรถยนต์
ดังนั้น หากเจ้าของธุรกิจต้องการดัดแปลงรถกระบะห้องเย็น ควรคำนึงถึงขนาดของแบตเตอร์รี่ และอัลเทอร์เนเตอร์ (ไดชาร์จ) ของรถยนต์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อการทำงานของระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมไปถึงการติดตั้งสายไฟที่ควรแยกวงจรออกมาจากระบบสายไฟของตัวรถ ทนความร้อน กันน้ำ และมีฉนวนป้องกันความเสียหาย เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิต และทรัพย์สิน รวมไปถึงความเสี่ยงในการรับประกันเป็นโมฆะ (Void Warranty) อีกด้วย
ตัวอย่างภาพองค์ประกอบของเครื่องทำความเย็น

สรุปแล้ว ระบบทำความเย็นแบบไหนดีที่สุดสำหรับการขนส่ง
จริงๆ แล้วการพิจารณาเลือกใช้ระบบทำความเย็น ควรขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับการใช้งาน และปัจจัยอื่นในการทำธุรกิจของท่าน เช่น ประเภทของสินค้า หรือระยะทางในการขนส่ง ต้นทุนและงบประมาณ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ความสะดวกในการใช้งาน หรือแม้แต่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดกฎหมาย ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามรูปแบบธุรกิจของท่าน และอาจส่งผลให้ต้องใช้ระบบทำความเย็นที่แตกต่างกันไปตามปัจจัยดังกล่าว
โดยท่านสามารถพิจารณาความเหมาะสม เพื่อให้ได้ตัวเลือกที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุด จากตารางสรุปด้านล่าง

หมายเหตุ
- * บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เป็นเพียงผู้รวบรวมข้อมูลการดัดแปลง เท่านั้น รูปแบบและราคา เป็นการประมาณเบื้องต้น โปรดติดต่อผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า หรือผู้ผลิตรถดัดแปลงโดยตรง
- ** ส่วนติดตั้งเพิ่มเติมจากตัวรถยนต์ ส่วนควบ ชิ้นส่วนของรถยนต์ที่ถูกคัดแปลง และได้รับผลกระทบจากการตัดแปลงจะมีการประกอบ ติดตั้ง และรับประกันโดยผู้ประกอบการดัดแปลงรถยนต์
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เป็นเพียงผู้สรุปข้อมูลจากข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์เท่านั้น โดยอ้างอิงจากข้อมูล ณ วันที่ 22 ธันวาคม 2568
ข้อมูลต่าง ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมท่านสามารถศึกษาได้จากกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือเว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบก